สายรัดข้อมือ มักมีประเภทเป็นวงที่ทำจากพลาสติก หรือกระดาษมัน ที่ใช้เพื่อคาดหรือคาดที่แดนแขน สายรัดเหล่านี้มักทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อใช้เป็นรหัสติดตัว หรือใช้เพื่อเป็นการแถลงหลักการหรือเข้าข้างสหพันธ์การบุญต่าง ๆ

สายรัดข้อมือซิลิโคน

ต้นปีพ.ศ. 2548 สายรัดข้อมือซิลิโคนได้กลายเป็นวิภูษณะที่ได้รับความชอบ ที่สมาคมการกุศลนำมาเพื่อหาเงินบริจาค สายรัด Livestrong เป็นแบบแรกที่ออกมา ผ่านทางการริเริ่มโดยแลนซ์ อาร์มสตรองนักปั่นจักรยาน จากนั้นก็ได้มีออกมาอีกหลายชนิด

ในเมืองไทยสายรัดข้อมือ เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 โดยที่ราคาของสายรัดข้อมือบางประเภทมีค่าสูงประมาณ 1 พันบาท และได้หมดความชื่นชมในช่วงกลางปี พ.ศ. 2548

แต่ในช่วงปัจจุบันได้รับแบบอย่างในการผลิตเพื่องาน แสดงของซื้อของขาย ของตอบแทนเหตุด้วยหน่วยงาน ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนต่อชิ้นทึ่ถูก ซึ่งวิธีผลิตสายรัดข้อมือ นั้นมีหลายหลายวิธี ส่วนมากนั้นสายรัดข้อมือจะมีการทำจาก ยาง ซิลิโคน Rubber มากมายเกรด

วีธีการขึ้นลายบนสายรัดข้อมือนั้น ในการทำจำนวนมากจะใช้การทำบล็อกในการขึ้นผลิตภัณฑ์มีข้อดีคือความคมชัดของจิตรบนสายรัดข้อมือ และอีกวิธีในการทำการวาดเขียนบนสายรัดข้อมือนั้น คือ การใช้เลเซอร์ในการแกะสลักข้อความบนสายรัดข้อมือ ซึ่งสามารถทำได้ในจำนวนน้อยต่อแบบ ซึ่งได้รับสมัยนิยมจาก  ลูกค้า เพราะสามารถทำสายรัดข้อมือได้ตามความต้องการในจำนวนที่ไม่มาก อีกทั้งบางกงสียังสามารถ ใส่หมายเลยเลขโค๊ดเฉพาะเหตุด้วยสายรัดข้อมือแต่ละอันได้ด้วย

ถ้าจะพูดถึงชุดประจำชาติของชาวญี่ปุ่นที่รู้จักมักจี่กันดีคงหนีไม่พ้นชุดกิโมโนที่รู้จักมักคุ้นกันดีไปทั่วโลก โดยชุดประจำชาติอย่างกิโมโนหรือชุดญี่ปุ่น (WAFUKU)เป็นชุดที่เน้นย้ำการตัดเครื่องแต่งกายแบบเส้นตรงจากผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงสามารถใส่ได้กับทุกเพศทุกวัย เป็นชุดประจำชาติที่มีความโดดเด่น อย่างมากตรงที่สามารถสวมได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนความแตกต่างของชุดกิโมโนที่ใส่ตามฤดูกาลนั้นจะอยู่ที่การเลือกใช้เนื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ส่งผลให้ชุดกิโมโนเชี่ยวชาญใส่ได้เป็นประจำนั่นเอง

โดยชุดกิโมโนในถ้อยคำญี่ปุ่นนี้แปลว่า”เสื้อผ้า, เสื้อผ้า, เครื่องอาภรณ์” ที่มีวิวัฒนาการควบคู่มากับเรื่องราวของประเทศญี่ปุ่น และได้รับความนิยมโด่งดังกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงล่าสุด ซึ่งจากความนิยมนี้ทำให้ไม่ใช่แค่เพียงผู้ใหญ่อย่างเดียวที่แบบใส่ชุดกิโมโน สมมตแต่วัยรุ่น หรือวัยทำงานก็ยังแบบใส่ชุดนี้ในชีวิตประจำวันเช่นกัน อีกหนึ่งความน่าดึงดูดใจของชุดกิโมโน คือ สามารถใช้เป็นมรดกดำเนินต่อแก่ลูกหลาน เนื่องจากว่าชุดกิโมโนเป็นชุดที่มีราคาสูง มีให้เลือกสรรใส่ทั้งแบบผ้าธรรมดา ไปจนกระทั่งชุดที่ทำจากผ้าไหมชั้นเลิศ

ถึงกิโมโน จะมีชุดที่คล้ายกันอย่างชุดยูคาตะ แต่ก็มีความตรงข้ามกันทางด้านการใช้งานกันอยู่พอดี เช่นชุดกิโมโนมักจะใส่ในพิธีรีตองที่สำคัญ หรือเป็นทางการมากกว่า และมักทำด้วยผ้าไหม หรือผ้าที่การระบายสีที่ปราณีตยิ่งกว่าชุดยูกาตะที่มักทำมาจากผ้าฝ้าย มีผ้าคาดเอวหรือโอบิที่ใหญ่กว่า มีจำนวนชิ้นยิ่งกว่า และมีราคาที่แพงกว่าชุดยูกาตะเช่นกัน

หากจะให้เทียบกับกันจะพบว่าชุดยูกาตะนั้น จะเสมือนชุดที่ใส่แบบลำลองและมักมีไว้ให้บริการเช่าตามแหล่งทัศนาจรต่าง ๆ เพราะมีชั้นผ้ากลบเกลื่อนแค่เพียงชั้นเดี่ยวทำให้สวมสบายต่างกับชุดกิโมโนที่จะต้องมีอย่างน้อย 2 ชั้นขึ้นไป และชุดกิโมโนมักใส่กับรองเท้าแบบโซริหรือกีตะนั่นเอง

 

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งเวียดนามก็มี Startup เกิดใหม่มากมาย มีการจัดงานที่สนับสนุนให้ Startup ได้พบนักลงทุน และพันธมิตรอยู่หลายงาน ยกตัวอย่างเช่น งาน Echelon 2012 ที่จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ช่วงระหว่างวันที่ 11-12 มิถุนายน 2555 จัดโดยทีมงาน e27.sg ซึ่งทางทีมงาน thumbsup จากไทยก็ร่วมเป็น Official Media Partner สนับสนุนให้คนไทยไปร่วมงานนี้ด้วย

13--1468985333

ภายในงาน Echelon จะเปิดให้ Startup จากประเทศต่างๆ สมัครเข้ามานำเสนอผลงาน หลังจากนั้น Startup จะถูกคัดเลือกให้ไปนำเสนองานรอบแรกให้แก่คณะกรรมที่ฝรั่งเรียกว่า Pitch โดยรอบแรกจะจัดที่ประเทศต่างๆ อันได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น และ Startup ที่ผ่านรอบคัดเลือกจะสามารถร่วมออกบูธในงาน Echelon ได้ โดยStartup 10 รายสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบจะมีโอกาสได้นำเสนอผลงานเพื่อชิงรางวัลและแน่นอนมีโอกาสได้พบกับนักลงทุนต่างๆ ที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ Startup รายนั้นเติบโตมากยิ่งขึ้น ซึ่งในงานนี้เป็นที่น่ายินดีว่า Startup ชาวไทย “Builk.com”ไปคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้อย่างงดงาม Builk เป็นผู้ให้บริการซอฟแวร์สำหรับธุรกิจก่อสร้าง โดยมีรูปแบบธุรกิจคือเปิดให้ลูกค้าใช้งานซอฟแวร์ฟรีและอาศัยการหารายได้จากโฆษณาสินค้าและบริการในวงการก่อสร้างแทน

นอกจากนี้ยังมี Startup จากไทยรายอื่นที่ไปร่วมงานด้วยอาทิเช่น บริษัท Proteus Agility นำเสนอซอฟแวร์ที่มีชื่อว่า Eidosเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมงานพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัทต่างๆ สามารถพัฒนาให้ได้ตรงตามความต้องการลูกค้าและประหยัดเวลาได้มาก และยังมีผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นอย่าง ShopSpotแหล่งศูนย์กลางของคนที่ต้องการซื้อขายของผ่านทางสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์shopspotapp.com

นอกจากงาน Echelon แล้วในแถบเอเชียยังมีงานอื่นๆ อีกมากมายอาทิเช่น งาน Startup Asia 2012 จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย, งาน Demo Asia 2012 จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ หรือไกลหน่อยอย่างงาน beLaunch 2012 ที่กำลังจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศเกาหลี เป็นต้น ซึ่งงานเหล่านี้ยังมีชาวไทยไปร่วมงานน้อยมากค่ะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ตั้งแต่เราเริ่มมีสมาร์ทโฟน การสร้างรายได้รูปแบบใหม่ก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะโอกาสที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ พร้อมๆกับการมาของ App Store, Store, Windows Store การสร้างแอปพลิเคชันเป็นการสร้างรายได้อีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นที่มาของการเกิด Startup หน้าใหม่อย่างมากมาย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Apple ได้จ่ายเงินส่วนแบ่งจากการซื้อขายแอปพลิเคชัน ให้กับนักพัฒนาเป็นเงินมากกว่า 300,000 ล้านบาท แต่การทำแอปก็ยังสามารถสร้างรายได้ทางอื่นที่ไม่ใช่เพียงการขายแอป เช่นทำแอพแจกฟรีแล้วติดโฆษณา ซึ่งรายได้ก็มาจากยอดกด หรือยอดวิวโฆษณานั้นๆ ยิ่งยอดการดาวน์โหลด และใช้งานเป็นประจำสูง ก็จะยิ่งมีรายได้สูงขึ้น เช่น แอปเกมส์ฟรีชื่อดังอย่าง angry birds บน android แค่ช่วงที่เกมแจ้งเกิด ก็ทำรายได้ถึงเดือนละ 30 ล้านบาท หรืออีกทางหนึ่งก็คือ สร้างแอพดีๆ คนโหลดใช้เยอะๆ แล้วรอให้มีนายทุนมาซื้อไป อย่างเช่น Instagram ที่เริ่มจากทีมงานเพียงแค่ 4 คน และโด่งดังจนถูก Facebook ซื้อไปในราคาประมาณ 30,000 ล้านบาท Google ก็ซื้อแอพ waze ไป ในราคากว่า 37,000 ล้านบาท

แม้ว่าการสร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือจะไม่ใช่เรื่องใหม่หรือไกลตัวอีกต่อไปแล้ว แต่การจะสร้างแอพพลิเคชั่นที่จะประสบความสำเร็จเพื่อจะก้าวสู่การเป็น Startup อย่างเต็มตัวและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Startup คือ บริษัทที่เปิดใหม่จากคนไม่กี่คน ซึ่งที่ Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งรวมตัวของบริษัทด้านไอทีชั้นนำต่างๆ มากมาย ทั้งผู้ที่สนใจเปิดบริษัทใหม่ นักลงทุน จะรวมตัวกันอยู่ที่นี่ โดยบริษัทด้านไอทีชื่อดังหลายแห่ง เช่น Facebook , Instagram ก็เริ่มต้นจากการเป็น Startup

ความแตกต่างของ บริษัทในรูปแบบ Startup กับบริษัทธรรมดาคือ Startup จะหมายถึงธุรกิจที่วางแผนมาเพื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดจากคนเพียงไม่กี่คน โดยสินค้าที่ทำออกมาคือก็คือ Software หรือ แอปพลิเคชัน ซึ่งการลงทุนไม่สูง หากมีการวางแผนธุรกิจที่ดี มีไอเดีย สามารถสร้างผลงานให้คนใช้ได้ทั่วโลก ก็จะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะทำให้ธุรกิจให้ออกมาดีก็ต้องใช้เงินทุน เงินทุนที่ว่านี้ ก็มาจาก นักลงทุน โดยธุรกิจ Startup จะมีประเพณีการหาเงินทุนด้วยการขอเงินจากนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะมีการได้สิทธิ์ในการแบ่งปันรายได้ หรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัทไปด้วย คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหาร DTAC Accelerate ผู้สนับสนุน startup ไทยสู่เวทีโลก ได้เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ startup แตกต่างจาก SME คือ Model ธุรกิจ โดยธุรกิจของ startup จะต้องถูกออกแบบมาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แบบก้าวกระโดด จึงแตกต่างจาก SME ดังนั้นการเป็น Startup ต้องมีแผนธุรกิจ ต้องมีทีม ซึ่งนักลงทุนจะดูที่บุคลิกของคนในทีมด้วย ว่าเป็นคนที่เค้าอยากลงทุนด้วยหรือเปล่า โดยนักลงทุนจะมี 2 ประเภทคือVC กับ Angel investor

ส่วน Angel Investor มักเป็นนักลงทุนรายอิสระหรือกลุ่มนักลงทุนอิสระที่ใช้เงินส่วนตัวในการลงทุนในธุรกิจ จึงเสนอเงินที่น้อยกว่า VC เหมาะกับธุรกิจที่ลงทุนไม่สูงมาก โดย Angel investor มักเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่เกษียณตัวเองแล้วแต่มีประสบการณ์ในการเริ่มต้นและขยายธุรกิจ ซึ่งจะมีการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจแตงต่างกันไป และ มักจะได้คำปรึกษาและความช่วยเหลือจากนักลงทุนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องหรือเมื่อต้องการ

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า Startup มันเป็นเหมือนความฝัน เป็นเรื่องของที่ซึ่งไกลโพ้น คนไทยทำไม่ได้หรอก แต่คนไทยจำนวนหนึ่งกลับไม่คิดอย่างนั้น พวกเขาคิดต่าง พวกเขาเชื่อว่าคนไทยก็ทำได้ และเขาพยายามที่จะทำ บางคนก็เริ่มต้นโดยไม่รู้จักวิธีเขียนโปรแกรมเลยด้วยซ้ำ เราชื่นชมพวกเขาเหล่านั้น เราเชื่อว่าพวกเขาคิดถูก และพวกเขาจะทำได้ พวกเขาจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่ทุกคนมีโอกาสทำธุรกิจที่เข้าถึงตลาดขนาดใหญ่มหาศาล ผู้ถือ Smart Phone ทั่วโลกคือลูกค้า พร้อมจะคลิ๊กให้เงินเข้ากระเป๋าเรา คุณไม่ต้องมีนามสกุลใหญ่โต ไม่ต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องมีเงินทุนมหาศาลแต่คุณยังต้องการ ความรู้ ความสามารถ ไอเดีย โมเดลธุรกิจที่ดี และอาจจะผู้ร่วมทุนที่เชื่อในตัวคุณ คุณถึงจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้จริงๆ

 

การทำธุรกิจ เปรียบเสมือนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะทุกธุรกิจ เมื่อเริ่มต้นแล้ว ต้องมีการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาซึ่งการแข่งขันกันในตลาดมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่อายุยังน้อย การเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว เนื่องจากทุกวันนี้มีแบรนด์และสินค้าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย การที่จะทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่ยอมรับ เป็นที่สนใจของบรรดาสื่อและเป็นที่จดจำในตลาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จะกลายเป็นที่รู้จักก็อาจต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน เพื่อไม่ให้แบรนด์ถูกมองข้ามไป การประชาสัมพันธ์ (PR) ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ ประกอบไปด้วย
– มีความพร้อม โดยต้องเตรียมพร้อมในสถานการณ์ที่ ผลิตภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อความมั่นใจในการทำธุรกิจ จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับแผนการประชาสัมพันธ์ในทุกๆ ด้าน
– สร้างตัวตนหรือแบรนด์ขึ้นมา เพราะนี่คือสิ่งสำคัญ
– แบ่งปันเรื่องราว โดยการต้องถ่ายทอดเรื่องราวการทำธุรกิจ หรือบรรยายที่มาของผลิตภัณฑ์ให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ เพราะวิธีนี้นอกจากจะให้เราได้เริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและคนอื่นๆ แล้ว ยังช่วยสร้างการจดจำให้กับพวกเขาได้ด้วย
– CEO หรือผู้บริหาร เข้าถึงได้ง่าย CEO หรือผู้ก่อตั้ง คือกระบอกเสียงที่มีบทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ บุคคลคนนั้นจึงต้องเข้าถึงได้ง่าย เป็นกันเอง และสามารถปรากฏตัวออกสู่สาธารณชนได้บ่อย นอกเหนือจากการเข้าถึงได้ง่าย ต้องมีบุคลิกภาพดี และมีวิสัยทัศน์สูงแล้ว หน้าที่ที่สำคัญของ CEO ที่ต้องไม่มองข้ามคือ เขาต้องมีความสามารถด้านการบริหารจัดการธุรกิจด้วย
– ไม่ควรมองข้ามโซเชียลมีเดีย เพราะการสร้างกลยุทธ์ทางโซเชียลมีเดียจะช่วยสร้างเอกลักษณ์และความน่าเชื่อถือในธุรกิจได้ สิ่งสำคัญในการใช้โซเชียลมีเดียก็คือ การให้เวลา มีส่วนร่วมกับผู้ติดตาม เช่น ตอบคำถาม ไขข้อข้องใจ แบ่งปันเรื่องราวดีๆ และสนทนาอย่างเป็นกันเอง อย่าปล่อยให้เพจร้าง
– การจ้างที่ปรึกษา ในกรณีที่มีเงินทุนสูงและต้องการลงทุนจริงจังในระยะยาว การจ้างที่ปรึกษาเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เพราะพวกเขาผ่านการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มาในระดับหนึ่ง สามารถให้คำปรึกษาได้ว่าทำอะไรลงไปแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ การสร้างแบรนด์จึงมีโอกาสเป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จสูงมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น การที่จะจะประสบความสำเร็จได้แบบไร้ตำหนิ การนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ ถือเป็นส่วนประกอบของความรู้ เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดอันร้ายแรงได้ในอนาคต