สายรัดข้อมือ มักมีประเภทเป็นวงที่ทำจากพลาสติก หรือกระดาษมัน ที่ใช้เพื่อคาดหรือคาดที่แดนแขน สายรัดเหล่านี้มักทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อใช้เป็นรหัสติดตัว หรือใช้เพื่อเป็นการแถลงหลักการหรือเข้าข้างสหพันธ์การบุญต่าง ๆ

สายรัดข้อมือซิลิโคน

ต้นปีพ.ศ. 2548 สายรัดข้อมือซิลิโคนได้กลายเป็นวิภูษณะที่ได้รับความชอบ ที่สมาคมการกุศลนำมาเพื่อหาเงินบริจาค สายรัด Livestrong เป็นแบบแรกที่ออกมา ผ่านทางการริเริ่มโดยแลนซ์ อาร์มสตรองนักปั่นจักรยาน จากนั้นก็ได้มีออกมาอีกหลายชนิด

ในเมืองไทยสายรัดข้อมือ เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 โดยที่ราคาของสายรัดข้อมือบางประเภทมีค่าสูงประมาณ 1 พันบาท และได้หมดความชื่นชมในช่วงกลางปี พ.ศ. 2548

แต่ในช่วงปัจจุบันได้รับแบบอย่างในการผลิตเพื่องาน แสดงของซื้อของขาย ของตอบแทนเหตุด้วยหน่วยงาน ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนต่อชิ้นทึ่ถูก ซึ่งวิธีผลิตสายรัดข้อมือ นั้นมีหลายหลายวิธี ส่วนมากนั้นสายรัดข้อมือจะมีการทำจาก ยาง ซิลิโคน Rubber มากมายเกรด

วีธีการขึ้นลายบนสายรัดข้อมือนั้น ในการทำจำนวนมากจะใช้การทำบล็อกในการขึ้นผลิตภัณฑ์มีข้อดีคือความคมชัดของจิตรบนสายรัดข้อมือ และอีกวิธีในการทำการวาดเขียนบนสายรัดข้อมือนั้น คือ การใช้เลเซอร์ในการแกะสลักข้อความบนสายรัดข้อมือ ซึ่งสามารถทำได้ในจำนวนน้อยต่อแบบ ซึ่งได้รับสมัยนิยมจาก  ลูกค้า เพราะสามารถทำสายรัดข้อมือได้ตามความต้องการในจำนวนที่ไม่มาก อีกทั้งบางกงสียังสามารถ ใส่หมายเลยเลขโค๊ดเฉพาะเหตุด้วยสายรัดข้อมือแต่ละอันได้ด้วย

ถ้าจะพูดถึงชุดประจำชาติของชาวญี่ปุ่นที่รู้จักมักจี่กันดีคงหนีไม่พ้นชุดกิโมโนที่รู้จักมักคุ้นกันดีไปทั่วโลก โดยชุดประจำชาติอย่างกิโมโนหรือชุดญี่ปุ่น (WAFUKU)เป็นชุดที่เน้นย้ำการตัดเครื่องแต่งกายแบบเส้นตรงจากผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงสามารถใส่ได้กับทุกเพศทุกวัย เป็นชุดประจำชาติที่มีความโดดเด่น อย่างมากตรงที่สามารถสวมได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนความแตกต่างของชุดกิโมโนที่ใส่ตามฤดูกาลนั้นจะอยู่ที่การเลือกใช้เนื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ส่งผลให้ชุดกิโมโนเชี่ยวชาญใส่ได้เป็นประจำนั่นเอง

โดยชุดกิโมโนในถ้อยคำญี่ปุ่นนี้แปลว่า”เสื้อผ้า, เสื้อผ้า, เครื่องอาภรณ์” ที่มีวิวัฒนาการควบคู่มากับเรื่องราวของประเทศญี่ปุ่น และได้รับความนิยมโด่งดังกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงล่าสุด ซึ่งจากความนิยมนี้ทำให้ไม่ใช่แค่เพียงผู้ใหญ่อย่างเดียวที่แบบใส่ชุดกิโมโน สมมตแต่วัยรุ่น หรือวัยทำงานก็ยังแบบใส่ชุดนี้ในชีวิตประจำวันเช่นกัน อีกหนึ่งความน่าดึงดูดใจของชุดกิโมโน คือ สามารถใช้เป็นมรดกดำเนินต่อแก่ลูกหลาน เนื่องจากว่าชุดกิโมโนเป็นชุดที่มีราคาสูง มีให้เลือกสรรใส่ทั้งแบบผ้าธรรมดา ไปจนกระทั่งชุดที่ทำจากผ้าไหมชั้นเลิศ

ถึงกิโมโน จะมีชุดที่คล้ายกันอย่างชุดยูคาตะ แต่ก็มีความตรงข้ามกันทางด้านการใช้งานกันอยู่พอดี เช่นชุดกิโมโนมักจะใส่ในพิธีรีตองที่สำคัญ หรือเป็นทางการมากกว่า และมักทำด้วยผ้าไหม หรือผ้าที่การระบายสีที่ปราณีตยิ่งกว่าชุดยูกาตะที่มักทำมาจากผ้าฝ้าย มีผ้าคาดเอวหรือโอบิที่ใหญ่กว่า มีจำนวนชิ้นยิ่งกว่า และมีราคาที่แพงกว่าชุดยูกาตะเช่นกัน

หากจะให้เทียบกับกันจะพบว่าชุดยูกาตะนั้น จะเสมือนชุดที่ใส่แบบลำลองและมักมีไว้ให้บริการเช่าตามแหล่งทัศนาจรต่าง ๆ เพราะมีชั้นผ้ากลบเกลื่อนแค่เพียงชั้นเดี่ยวทำให้สวมสบายต่างกับชุดกิโมโนที่จะต้องมีอย่างน้อย 2 ชั้นขึ้นไป และชุดกิโมโนมักใส่กับรองเท้าแบบโซริหรือกีตะนั่นเอง

 

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งเวียดนามก็มี Startup เกิดใหม่มากมาย มีการจัดงานที่สนับสนุนให้ Startup ได้พบนักลงทุน และพันธมิตรอยู่หลายงาน ยกตัวอย่างเช่น งาน Echelon 2012 ที่จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ช่วงระหว่างวันที่ 11-12 มิถุนายน 2555 จัดโดยทีมงาน e27.sg ซึ่งทางทีมงาน thumbsup จากไทยก็ร่วมเป็น Official Media Partner สนับสนุนให้คนไทยไปร่วมงานนี้ด้วย

13--1468985333

ภายในงาน Echelon จะเปิดให้ Startup จากประเทศต่างๆ สมัครเข้ามานำเสนอผลงาน หลังจากนั้น Startup จะถูกคัดเลือกให้ไปนำเสนองานรอบแรกให้แก่คณะกรรมที่ฝรั่งเรียกว่า Pitch โดยรอบแรกจะจัดที่ประเทศต่างๆ อันได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น และ Startup ที่ผ่านรอบคัดเลือกจะสามารถร่วมออกบูธในงาน Echelon ได้ โดยStartup 10 รายสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบจะมีโอกาสได้นำเสนอผลงานเพื่อชิงรางวัลและแน่นอนมีโอกาสได้พบกับนักลงทุนต่างๆ ที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ Startup รายนั้นเติบโตมากยิ่งขึ้น ซึ่งในงานนี้เป็นที่น่ายินดีว่า Startup ชาวไทย “Builk.com”ไปคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้อย่างงดงาม Builk เป็นผู้ให้บริการซอฟแวร์สำหรับธุรกิจก่อสร้าง โดยมีรูปแบบธุรกิจคือเปิดให้ลูกค้าใช้งานซอฟแวร์ฟรีและอาศัยการหารายได้จากโฆษณาสินค้าและบริการในวงการก่อสร้างแทน

นอกจากนี้ยังมี Startup จากไทยรายอื่นที่ไปร่วมงานด้วยอาทิเช่น บริษัท Proteus Agility นำเสนอซอฟแวร์ที่มีชื่อว่า Eidosเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมงานพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัทต่างๆ สามารถพัฒนาให้ได้ตรงตามความต้องการลูกค้าและประหยัดเวลาได้มาก และยังมีผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นอย่าง ShopSpotแหล่งศูนย์กลางของคนที่ต้องการซื้อขายของผ่านทางสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์shopspotapp.com

นอกจากงาน Echelon แล้วในแถบเอเชียยังมีงานอื่นๆ อีกมากมายอาทิเช่น งาน Startup Asia 2012 จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย, งาน Demo Asia 2012 จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ หรือไกลหน่อยอย่างงาน beLaunch 2012 ที่กำลังจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศเกาหลี เป็นต้น ซึ่งงานเหล่านี้ยังมีชาวไทยไปร่วมงานน้อยมากค่ะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ตั้งแต่เราเริ่มมีสมาร์ทโฟน การสร้างรายได้รูปแบบใหม่ก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะโอกาสที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ พร้อมๆกับการมาของ App Store, Store, Windows Store การสร้างแอปพลิเคชันเป็นการสร้างรายได้อีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นที่มาของการเกิด Startup หน้าใหม่อย่างมากมาย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Apple ได้จ่ายเงินส่วนแบ่งจากการซื้อขายแอปพลิเคชัน ให้กับนักพัฒนาเป็นเงินมากกว่า 300,000 ล้านบาท แต่การทำแอปก็ยังสามารถสร้างรายได้ทางอื่นที่ไม่ใช่เพียงการขายแอป เช่นทำแอพแจกฟรีแล้วติดโฆษณา ซึ่งรายได้ก็มาจากยอดกด หรือยอดวิวโฆษณานั้นๆ ยิ่งยอดการดาวน์โหลด และใช้งานเป็นประจำสูง ก็จะยิ่งมีรายได้สูงขึ้น เช่น แอปเกมส์ฟรีชื่อดังอย่าง angry birds บน android แค่ช่วงที่เกมแจ้งเกิด ก็ทำรายได้ถึงเดือนละ 30 ล้านบาท หรืออีกทางหนึ่งก็คือ สร้างแอพดีๆ คนโหลดใช้เยอะๆ แล้วรอให้มีนายทุนมาซื้อไป อย่างเช่น Instagram ที่เริ่มจากทีมงานเพียงแค่ 4 คน และโด่งดังจนถูก Facebook ซื้อไปในราคาประมาณ 30,000 ล้านบาท Google ก็ซื้อแอพ waze ไป ในราคากว่า 37,000 ล้านบาท

แม้ว่าการสร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือจะไม่ใช่เรื่องใหม่หรือไกลตัวอีกต่อไปแล้ว แต่การจะสร้างแอพพลิเคชั่นที่จะประสบความสำเร็จเพื่อจะก้าวสู่การเป็น Startup อย่างเต็มตัวและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Startup คือ บริษัทที่เปิดใหม่จากคนไม่กี่คน ซึ่งที่ Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งรวมตัวของบริษัทด้านไอทีชั้นนำต่างๆ มากมาย ทั้งผู้ที่สนใจเปิดบริษัทใหม่ นักลงทุน จะรวมตัวกันอยู่ที่นี่ โดยบริษัทด้านไอทีชื่อดังหลายแห่ง เช่น Facebook , Instagram ก็เริ่มต้นจากการเป็น Startup

ความแตกต่างของ บริษัทในรูปแบบ Startup กับบริษัทธรรมดาคือ Startup จะหมายถึงธุรกิจที่วางแผนมาเพื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดจากคนเพียงไม่กี่คน โดยสินค้าที่ทำออกมาคือก็คือ Software หรือ แอปพลิเคชัน ซึ่งการลงทุนไม่สูง หากมีการวางแผนธุรกิจที่ดี มีไอเดีย สามารถสร้างผลงานให้คนใช้ได้ทั่วโลก ก็จะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะทำให้ธุรกิจให้ออกมาดีก็ต้องใช้เงินทุน เงินทุนที่ว่านี้ ก็มาจาก นักลงทุน โดยธุรกิจ Startup จะมีประเพณีการหาเงินทุนด้วยการขอเงินจากนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะมีการได้สิทธิ์ในการแบ่งปันรายได้ หรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัทไปด้วย คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหาร DTAC Accelerate ผู้สนับสนุน startup ไทยสู่เวทีโลก ได้เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ startup แตกต่างจาก SME คือ Model ธุรกิจ โดยธุรกิจของ startup จะต้องถูกออกแบบมาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แบบก้าวกระโดด จึงแตกต่างจาก SME ดังนั้นการเป็น Startup ต้องมีแผนธุรกิจ ต้องมีทีม ซึ่งนักลงทุนจะดูที่บุคลิกของคนในทีมด้วย ว่าเป็นคนที่เค้าอยากลงทุนด้วยหรือเปล่า โดยนักลงทุนจะมี 2 ประเภทคือVC กับ Angel investor

ส่วน Angel Investor มักเป็นนักลงทุนรายอิสระหรือกลุ่มนักลงทุนอิสระที่ใช้เงินส่วนตัวในการลงทุนในธุรกิจ จึงเสนอเงินที่น้อยกว่า VC เหมาะกับธุรกิจที่ลงทุนไม่สูงมาก โดย Angel investor มักเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่เกษียณตัวเองแล้วแต่มีประสบการณ์ในการเริ่มต้นและขยายธุรกิจ ซึ่งจะมีการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจแตงต่างกันไป และ มักจะได้คำปรึกษาและความช่วยเหลือจากนักลงทุนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องหรือเมื่อต้องการ

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า Startup มันเป็นเหมือนความฝัน เป็นเรื่องของที่ซึ่งไกลโพ้น คนไทยทำไม่ได้หรอก แต่คนไทยจำนวนหนึ่งกลับไม่คิดอย่างนั้น พวกเขาคิดต่าง พวกเขาเชื่อว่าคนไทยก็ทำได้ และเขาพยายามที่จะทำ บางคนก็เริ่มต้นโดยไม่รู้จักวิธีเขียนโปรแกรมเลยด้วยซ้ำ เราชื่นชมพวกเขาเหล่านั้น เราเชื่อว่าพวกเขาคิดถูก และพวกเขาจะทำได้ พวกเขาจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่ทุกคนมีโอกาสทำธุรกิจที่เข้าถึงตลาดขนาดใหญ่มหาศาล ผู้ถือ Smart Phone ทั่วโลกคือลูกค้า พร้อมจะคลิ๊กให้เงินเข้ากระเป๋าเรา คุณไม่ต้องมีนามสกุลใหญ่โต ไม่ต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องมีเงินทุนมหาศาลแต่คุณยังต้องการ ความรู้ ความสามารถ ไอเดีย โมเดลธุรกิจที่ดี และอาจจะผู้ร่วมทุนที่เชื่อในตัวคุณ คุณถึงจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้จริงๆ

 

การทำธุรกิจ เปรียบเสมือนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะทุกธุรกิจ เมื่อเริ่มต้นแล้ว ต้องมีการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาซึ่งการแข่งขันกันในตลาดมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่อายุยังน้อย การเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว เนื่องจากทุกวันนี้มีแบรนด์และสินค้าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย การที่จะทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่ยอมรับ เป็นที่สนใจของบรรดาสื่อและเป็นที่จดจำในตลาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จะกลายเป็นที่รู้จักก็อาจต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน เพื่อไม่ให้แบรนด์ถูกมองข้ามไป การประชาสัมพันธ์ (PR) ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ ประกอบไปด้วย
– มีความพร้อม โดยต้องเตรียมพร้อมในสถานการณ์ที่ ผลิตภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อความมั่นใจในการทำธุรกิจ จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับแผนการประชาสัมพันธ์ในทุกๆ ด้าน
– สร้างตัวตนหรือแบรนด์ขึ้นมา เพราะนี่คือสิ่งสำคัญ
– แบ่งปันเรื่องราว โดยการต้องถ่ายทอดเรื่องราวการทำธุรกิจ หรือบรรยายที่มาของผลิตภัณฑ์ให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ เพราะวิธีนี้นอกจากจะให้เราได้เริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและคนอื่นๆ แล้ว ยังช่วยสร้างการจดจำให้กับพวกเขาได้ด้วย
– CEO หรือผู้บริหาร เข้าถึงได้ง่าย CEO หรือผู้ก่อตั้ง คือกระบอกเสียงที่มีบทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ บุคคลคนนั้นจึงต้องเข้าถึงได้ง่าย เป็นกันเอง และสามารถปรากฏตัวออกสู่สาธารณชนได้บ่อย นอกเหนือจากการเข้าถึงได้ง่าย ต้องมีบุคลิกภาพดี และมีวิสัยทัศน์สูงแล้ว หน้าที่ที่สำคัญของ CEO ที่ต้องไม่มองข้ามคือ เขาต้องมีความสามารถด้านการบริหารจัดการธุรกิจด้วย
– ไม่ควรมองข้ามโซเชียลมีเดีย เพราะการสร้างกลยุทธ์ทางโซเชียลมีเดียจะช่วยสร้างเอกลักษณ์และความน่าเชื่อถือในธุรกิจได้ สิ่งสำคัญในการใช้โซเชียลมีเดียก็คือ การให้เวลา มีส่วนร่วมกับผู้ติดตาม เช่น ตอบคำถาม ไขข้อข้องใจ แบ่งปันเรื่องราวดีๆ และสนทนาอย่างเป็นกันเอง อย่าปล่อยให้เพจร้าง
– การจ้างที่ปรึกษา ในกรณีที่มีเงินทุนสูงและต้องการลงทุนจริงจังในระยะยาว การจ้างที่ปรึกษาเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เพราะพวกเขาผ่านการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มาในระดับหนึ่ง สามารถให้คำปรึกษาได้ว่าทำอะไรลงไปแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ การสร้างแบรนด์จึงมีโอกาสเป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จสูงมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น การที่จะจะประสบความสำเร็จได้แบบไร้ตำหนิ การนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ ถือเป็นส่วนประกอบของความรู้ เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดอันร้ายแรงได้ในอนาคต

ในช่วง 2-3 ปีหลังผู้คนส่วนมากตัดสินใจลาออกจากบริษัทออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง เริ่มจากการลงทุนเพียงน้อยนิด โดยเราเรียกธุรกิจช่วงเริ่มต้นแบบนี้ว่า Startup ซึ่งถูกใช้ในวงการของไอทีมาซักระยะแล้ว การเริ่มธุรกิจ Startup นิยมมาก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างเช่นผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจจากกิจการเล็กๆจนขยายเป็นธุรกิจใหญ่โตในปัจจุบัน
สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มทำธุรกิจแบบ Startup นั้น ต้องมีไอเดียที่น่าสนใจ สามารถสร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ช่วยทำให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น Amazon, Facebook, Google ที่มีการพัฒนาจนผู้คนเกิดความสนใจ

สิ่งสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นทีมงาน หลายธุรกิจเติบโตหรือล่มสลายลงเพราะเรื่องคนเป็นหลัก อาจจะอยู่ในรูปแบบของเพื่อนหรือคนที่คุ้นเคย หรือการแนะนำจากคนในวงการ การคัดเลือกคนมาร่วมในทีมเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการที่มีคนมีความสามารถหลากหลาย มีเครือข่ายของแต่ละคนมาเชื่อมและบูรณาการเข้าด้วยกัน จะสามารถสร้างพลังในการพัฒนาองค์กรของตนเองได้อย่างมาก

เมื่อมีไอเดียแล้ว เราต้องมาดูก่อนว่าไอเดียของเราตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหรือไม่ การทดสอบทำได้ง่ายๆเนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถวัดผล และวิเคราะห์แผนการตลาดได้อย่างรวดเร็ว แถมยังลงทุนต่ำอีกด้วย

ความหมายจริงๆของ Startup ก็คือ SME นั่นเอง เพียงแต่สิ่งแตกต่าง นั่นคือเรื่อง “ทุน” ที่ธุรกิจ SMEs ทั่วไปจะหาเงินทุนมาก่อร่างสร้างธุรกิจ จะมาจากทั้งการยืมเงินคนในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือกระทั่งการกู้เงินจากธนาคารในรูปเงินกู้ธุรกิจ SMEs ที่มีอยู่โดยทั่วไปในท้องตลาด จะต่างกับ Startup ที่เป็น ธุรกิจริเริ่ม เป็นธุรกิจเกิดใหม่ที่แน่นอนว่าอายุธุรกิจไม่ถึง 3 ปีแน่นอน จึงต้องมีกระบวนการหาแหล่งทุนที่ยืดหยุ่นมากกว่าการกู้ธนาคารและมีภาระทางการเงินเช่นดอกเบี้ย หรือการมีสินทรัพย์ค้ำประกันที่ต่ำกว่าการกู้เงิน

สำหรับแหล่งเงินทุนที่แนะนำของ Startup มีดังนี้

1. Venture Capital มีความเป็นมืออาชีพ มีไอเดียในการทำธุรกิจ ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี
2. Angel Investor เป็นบุคคลที่มีความร่ำรวย โดยนำเอาเงินส่วนตัวมาลงทุนในบริษัทเกิดใหม่
3. Strategic Investors คือบริษัทมีธุรกิจอยู่แล้วและต้องการลงทุนให้กับธุรกิจเกิดใหม่ เข้ามาในรูปของ Partner ทางธุรกิจเอาเงินมาลงทุนในรูปของหุ้นในบริษัท

การมีไอเดียที่ดีสามารถนำมาพัฒนาแผนธุรกิจ ประกอบกับต้องมีทีมงานที่เข้มแข็ง ที่จะนำพาบริษัทให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

ใครๆก็อยากที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อาจเป็นเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เด็กรุ่นใหม่เริ่มที่จะมีอิสระทางความคิด หรือหลายคนอาจเบื่องานประจำ ไม่อยากเป็นลูกค้าจ้างใคร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ยังมีคุณสมับติอีกมากมายในการเริ่มต้นทำธุรกิจ เมื่อขาดคุณสมบัติไปแล้วอาจทำให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จได้ โดยผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจควรมี 4 ข้อเบื้องต้น ดังนี้

1.คิดอยู่เสมอว่าเริ่มต้นทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายธุรกิจที่ยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงทำให้ล้มเหลวมานับไม่ถ้วนผู้ประกอบการใหม่มักคิดว่าการทำธุรกิจมีแต่สิ่งดีๆเข้ามา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องคิดหาไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดที่แตกต่างจากผู้ประกอบการายอื่นๆ จนไปถึงการวางแผนธุรกิจให้รัดกุมในทุกๆ ด้าน เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดในอนาคตทั้งปัจจัยจากภายนอก และภายในเอง

2.แผนธุรกิจที่เราวางไว้นั้นจะต้องมีความรอบคอบรัดกุม เพราะหลายรายเริ่มธุรกิจแล้วไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้  ไม่ว่าจะเป็นยอดขายที่ไม่ถึงเป้า การทำการตลาดที่ไม่ประสบผลสำเร็จ และยังไม่รวมไปถึงการที่ลูกค้าจ่ายเงินไม่ตรงเวลาอีก จนมีน้อยธุรกิจนักที่จะสามารถดำเนินไปได้ตามแผนที่วางไว้ได้ตั้งแต่ต้น ซึ่งแผนธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

3.ไม่ได้คืนกำไรไวอย่างที่คิด ถ้าธุรกิจเราไม่ได้มีความแตกต่างและเป็นที่ต้องการของผู้คนพอ ทำให้ธุรกิจส่วนมากนั้นมักต้องใช้เวลามากกว่าปกติกว่าที่จะคืนทุนจนได้ผลกำไรตามที่คิดเอาไว้ หลายธุรกิจไม่เห็นผลกำไรขึ้นมาสักทีจึงตัดสินใจปิดตัวลงไปอย่างน่าเสียดาย ทางผู้ประกอบการจึงควรเตรียมเงินทุนสำรองไว้เสมอเพื่อคอยสนับสนุนธุรกิจจนกว่าจะเห็นผลกำไร

4.ให้ความสำคัญกับงานขาย ทุกคนในองค์กรก็ต้องมีความสามารถในการขายให้เป็น ผู้ประกอบการต้องออกไปพบลูกค้าด้วยตนเอง ทำให้ผู้ประกอบการควรต้องเตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอสำหรับการขาย ซึ่งอาจเริ่มต้นฝึกฝนจากคอร์สสั้นๆ หรือศึกษาจากบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง

การเริ่มต้นมีธุรกิจเป็นของตนเอง เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่ข้อจำกัดในด้านเงินลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้เกิดการกู้ยืมจนเกิดเป็นหนี้สิน แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายธุรกิจที่เริ่มลงทุนด้วยเงินเพียงไม่กี่บาทได้ สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นธุรกิจที่สามารถทำได้ง่ายโดยใช้เงินลงทุนแค่หลักพัน เพราะไม่จำเป็นต้องมีพนักงาน มีออฟฟิศ ก็สามารถเริ่มธุรกิจได้ง่ายๆ และช่วยต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้

1.ฟรีแลนซ์ เริ่มจากค้นหาทักษะของตนเอง และทำการฝึกฝน เริ่มรับจ้างทำงานต่างๆตามที่ถนัด จริงอยู่ที่ฟรีแลนซ์มีลักษณะคล้ายงานประจำ แต่มีอิสระในการเลือกงานและกำหนดระยะเวลาในการทำได้ ทำให้มีลักษณะคล้ายกับผู้ประกอบการเพราะต้องวางแผนและกำหนดการต่างๆ อีกทั้งในหลายบริษัทยังรับอาชีพนี้เข้ามาทำงานบริษัทแบบชั่วคราวด้วย

2.ขายของในอีเบย์ Ebay เป็นตลาดขายสินค้าที่น่าสนใจ มีการเข้าถึงลูกค้าจากทั่วโลก และมีหมวดหมู่สินค้าชัดเจน ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ง่าย โดยเสาะหาสินค้าที่กำลังนิยมมาขาย หรืออาจจะรับเป็นนายหน้าขายของใน Ebay ให้กับคนอื่นๆ ที่มีของอยากจะขาย

3.ติวเตอร์ เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แค่อาศัยความรู้ที่ตัวเองมีความถนัดและที่สำคัญธุรกิจติวเตอร์นี้มักจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ค่อนข้างแย่ แต่มีการแข่งขันที่สูง

4.การหาเงินด้วยโฆษณาบนเว็บ มีเว็บ Content อีกมากมายที่อยู่ได้ด้วยค่าโฆษณาจากแบรนด์อื่นๆ หาไอเดียของเว็บคอนเทนท์ว่าควรออกมาเป็นอย่างไร และออกมาในรูปแบบไหนจึงจะตรงกับความต้องการของคนทั่วไป พยายามรักษาปริมาณของผู้เข้าชมเอาไว้ในระดับที่พอใจ จากนั้นค่อยลองติดต่อหาแบรนด์ที่สนใจจะลงโฆษณามาตกลงเรื่องราคา

5.คิดค้น Application ใหม่ๆ การปรับไอเดียเป็น Application ออกขายนั้นเป็นอีกวิธีที่เน้นการลงทุนด้านความคิดมากกว่าที่จะใช้เงินในการทำธุรกิจ แต่ก่อนลงมือพัฒนา Application สักตัวนั้นเราจึงควรศึกษาและวางแผนการทำงานให้ดีเพื่อไม่ให้เวลาที่ใช้ต้องเสียเปล่าไปหาก Application คิดขึ้นมาได้นั้นไม่สามารถทำเงินให้กับเราได้ และยังสามารถเจาะตลาดในต่างประเทศได้อีกด้วย

ธุรกิจทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเท่านั้น ในปัจจุบันยังมีธุรกิจอีกมากมายที่สามารถเริ่มต้นโดยใช้เงินทุนน้อยแต่ได้รับผลตอบแทนที่มาก เราจึงต้องคอยสังเกตช่องทางธุรกิจอยู่เสมอ

2013-10-29-WhyWorkataStartUp
ในการสร้างธุรกิจ Startup ที่ประสบความสำเร็จคุณต้องมีเงื่อนไข คือร่วมงานกับคนที่เหมาะสม สร้างสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ และใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ บริษัทที่ล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ และบริษัทที่ทำตามเงื่อนไขได้ครบทั้งหมดย่อมมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จดังที่หวัง จุดดึงดูดของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า เงื่อนไขเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทำให้สำเร็จได้ถึงแม้มันจะยาก แต่ความยากของมันอยู่ในระดับที่พอกระทำได้ และเมื่อธุรกิจ Startup ประสบความสำเร็จ ผู้ก่อตั้งมักจะร่ำรวย เราก็สามารถสรุปได้ว่า การไล่ตามความฝันที่อยากร่ำรวยเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีคนทำได้สำเร็จมาเป็นจำนวนไม่น้อยแล้ว

ไอเดียเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นสำหรับธุรกิจ Startup เท่านั้น คนที่อยากเป็นผู้ประกอบการมักคิดกันว่า กุญแจสำคัญของการตั้งบริษัทอยู่ที่ไอเดียตั้งต้นและดำเนินธุรกิจตามแนวคิดของไอเดียนั้น แต่พวกนักลงทุนทั้งหลายกลับเข้าใจความจริงของการก่อตั้งบริษัทมากกว่านั้นมาก และแน่นอนว่าไอเดียก็มีคุณค่าในตัวของมันอยู่ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาคือคุณค่านี้ไม่สามารถถ่ายโอนไปยังคนอื่นได้ คุณไม่สามารถนำไอเดียไปบอกคนอื่นแล้วหวังว่าพวกเขาจะทำตามไอเดียของคุณได้สำเร็จ ความสำคัญของไอเดียคือการเป็นจุดตั้งต้นให้เจ้าของไอเดียยึดเป็นหลักคิด และครุ่นคำนึงถึงมันตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ไอเดีย แต่เป็นคนที่คิดไอเดียเหล่านั้นต่างหาก คนเก่งสามารถแก้ไขไอเดียห่วยๆได้ แต่ไอเดียดีๆไม่สามารถช่วยคนห่วยๆให้กลับมาประสบความสำเร็จได้

เมื่อใดที่เราก้าวมาเป็น Startup เราจะมีงานหลากหลายมาก มีโอกาสเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่างในขอบเขตธุรกิจที่เรารับผิดชอบ สามารถคิดจินตนาการ ทำงานได้คล่องตัวกว่า ไม่ต้องผ่านหลายฝ่าย หลายขั้นการตัดสินใจ มีโอกาสเติบโตมากกว่า ไม่ได้ถูกจำกัดในโครงสร้างองค์กร ไม่ได้ถูกบังคับให้โตตามสภาวะเพราะมีคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีชื่อเสียงเท่ห์ๆในตอนนี้แต่ถ้าเราสามารถผลักดันให้ประสบความสำเร็จได้ มันจะดีกว่าการค่อยๆโตในบริษัทใหญ่ซะอีก และที่สำคัญในระหว่างที่โตในบริษัทเล็กๆนี้ก็มักจะมีมิตรภาพ มีความอบอุ่นในที่ทำงาน มีการช่วยเหลือเกื้อกุลกันของเพื่อนร่วมงานและคู่ค้าอยู่

การทำธุรกิจนั้นมีวิธีหาเงินทุนมากมายหลายแบบให้ได้เลือกใช้กัน ไม่ว่าจะเป็น การกู้เงินธนาคาร หาคนมาร่วมลงทุน หรืออื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ประกอบการส่วนมากมักจะใช้ในการหาเงินมาลงทุนทำธุรกิจที่ตัวเองต้องการ ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ใช่ทางเลือกทั้งหมดเพราะการใช้เงินทุน หรือเงินเก็บของตัวเองก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้โดย
1.การเริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อยๆ เช่น ลองเปลี่ยนมาเป็นการเริ่มต้นธุรกิจโดยใช้ที่บ้านเป็นสำนักงานไปก่อน ส่วนผู้ร่วมงานนั้น อาจจะหาคนรู้จัก หรือเพื่อนที่สนใจร่วมลงทุนกับเรามาแทนสัก 1-2 คน เพราะวิธีนี้ก็จะช่วยประหยัดเงินทุนไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หากธุรกิจนั้นมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ แล้วค่อยขยายธุรกิจตามขึ้นมา โดยการหาสำนักงาน และจ้างพนักงานเพิ่ม
2.จะต้องมองหางานแข่งขันแผนธุรกิจ โดยการเข้าไปร่วมแข่งขันประกวดแผนธุรกิจซึ่งผลตอบแทนของงานเหล่านี้
3.การสร้างเครือข่าย เพราะเป็นการสร้างโอกาสให้กับตนเองในการพบปะกับผู้คนนั้นถือเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้ทุนมากมายอีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นธุรกิจโดยอาศัยเงินจำนวนมาก ซึ่งเหมาะสำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่ยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยงกับการลงทุนด้วยเงินปริมาณมากๆ จากการกู้ยืม วิธีเหล่านี้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำธุรกิจโดยที่ยังไม่ต้องแบกรับภาระมาก ซึ่งถ้าหากประสบความสำเร็จ และเริ่มมั่นใจแล้วธุรกิจนั้นก็จะสามารถที่จะขยับขยายและเติบโตต่อไปได้

นอกจากนี้แล้ว Startup สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากแรงบันดาลใจได้ทำในสิ่งที่รักแล้วเท่านั้นยังไม่พอ Startup ที่จะเติบโตได้ในยุคนี้ได้ต้องคิดวางแผนธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เจาะตลาดไม่ใช่แค่เพียงตลาดไทยเพราะมีโอกาสในการเติบโตที่แตกต่างกันจำเป็นจะต้องหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเชื่อมโยงและสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาและที่สำคัญคือการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาด้วย เพราะจะสามารถก้าวไปได้ไกล


การเริ่มต้นธุรกิจมีหลายสิ่งที่ต้องลงมือทำ ไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ได้ด้วยเวลาอันน้อยนิด เพราะต้องอาศัยความรอบคอบแม้ว่าจะให้เวลาถึง 1 เดือนก็ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจได้นั้นต้องอาศัยการทำแผนธุรกิจ เพื่อเป็นการกำหนดขั้นตอน ให้กับธุรกิจตัวเองสามารถเดินหน้าไปในระยะเวลาอันสั้น ด้วยวิธีการเพียง 5 ขั้นตอนเท่านั้น ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เขียนแผนธุรกิจ
เมื่อได้แนวคิดในการทำธุรกิจแล้ว เราจะเริ่มทำกันก็คือการถ่ายทอดไอเดียต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดแปลงออกมาให้เป็นแผนธุรกิจที่สามารถจับต้องได้จริงๆ ในหลายๆธุรกิจใช้โปรแกรมแผนภาพ ที่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเขียนแผนธุรกิจออกมาได้ง่ายและชัดเจนขึ้น จะทำให้เรารู้จุดแข็ง จุดอ่อน วิธีเอาตัวรอดในการทำธุรกิจ และยังช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของธุรกิจตั้งแต่วันแรกที่คิดจะลงมือทำว่าจะไปรอดได้ขนาดไหน ซึ่งจะช่วยตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มทำดีหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2 วิจัยตลาด
ควรศึกษาว่าเมื่อนำสินค้าออกจำหน่ายแล้วจะขายได้หรือไม่ มีผู้บริโภคต้องการจริงหรือเปล่า และคู่แข่งเป็นอย่างไร รวมไปถึงกฎข้อห้ามต่างๆเกี่ยวกับสินค้า ทั้งหมดนี้จะต้องถูกวิจัยออกมาในเชิงปริมาณและวัดผลได้จริง ก่อนที่จะนำไปวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้เมื่อสินค้าของเราลงตลาดไปแล้ว
ขั้นตอนที่ 3 สร้างเอกลักษณ์แบรนด์
โลโก้และชื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูดี ซึ่งหากไม่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโลโก้ ก็สามารถใช้บริการบริษัทรับออกแบบโลโก้ได้
ขั้นตอนที่ 4 จัดตั้งบริษัท
จดทะเบียนบริษัทสามารถทำได้ด้วยตัวเองแบบไม่ยากบางอย่างก็มีให้บริการจดทะเบียนออนไลน์ได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย หากไม่ได้เร่งรีบมากนักก็ใช้เวลาศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้วดำเนินการด้วยตัวเองก็ได้
ขั้นตอนที่ 5 เริ่มการขาย
ธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ถ้าไม่เริ่มต้นการขายเพื่อป้องกันตัวเองจากการขาดทุน และช่วยดูกระแสตอบรับและความต้องการของลูกค้าก่อนที่จะผลิตจริงเมื่อลูกค้าให้ความสนใจและมียอดสั่งเข้ามา เมื่อลูกค้าให้ความสนใจลูกค้าก็จะอยู่กับเราไปอีกนานเลย
จากขั้นตอนที่ก้าวมาเป็นเพียงแผนการทำธุรกิจเบื้องต้นเท่านั้น และในสหรัฐอเมริกาได้มีบริษัทนำขั้นตอนนี้ไปใช้และประสบความสำเร็จมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น

2

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีรายงานออกมาว่ากรุงเทพมหานครถูกจัดเป็นเมืองที่มีคนใช้ Facebook มากที่สุดในโลก (ราว 8.6 ล้านคน) ทำให้ต้องมานั่งคิดกันนะคะว่าบริการ Social Network อย่าง Facebook นี่คนคิดเขาทำอย่างไรนะถึงได้สร้างบริการที่โด่งดังอย่างนี้ออกมาได้ ว่าแล้วก็เลยเปิดเข้าไปดูในประวัติของคุณ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ว่าเขาต่อสู้มาได้อย่างไร ก็พบว่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเพียง “ธุรกิจเกิดใหม่” หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ตามฝรั่งว่า “Startup” นั้นเข้มข้นน่าสนใจมากเลยค่ะ เกริ่นมาเสียยาว แต่เรื่องที่ผู้เขียนจะมาเล่าให้คุณผู้อ่าน Positioning ไม่ใช่เรื่อง Facebook นะคะ แต่มันคือเทรนด์ใหม่มาแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรียกกันว่า “Startup” นั่นเองค่ะStartup หรือถ้าพูดเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายๆ นั่นคือบริษัทเกิดใหม่ และเป็นคำที่นิยมใช้เรียกบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา และปัจจุบันก็นิยมใช้เรียกกันทั่วโลก โดยกว่าจะมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Facebook Google ก็ต้องผ่านการเป็น Startup มาก่อนแล้วทั้งนั้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่าต้องมีทุนมากมายหรือไม่ถึงจะมาเป็น Startup ได้ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นค่ะ ด้วยเทคโนโลยีบนโลกอินเทอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนไปได้มาก มีเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและนำบริการของเราขึ้นไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการได้(ยกตัวอย่างผู้ให้บริการ อาทิเช่น Amazon)ลูกค้าจากทั่วโลกขอเพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงบริการของคุณได้ผ่านทาง เว็บไซต์หรือ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนอย่างไรก็ตามอาศัยเงินทุนของตัวเองอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ โชคดีที่ปัจจุบันมีนักลงทุนที่มีความสนใจในการสนับสนุน Startup มากขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้ ซึ่งรูปแบบของนักลงทุนก็มีทั้งแบบ นักลงทุนในรูปแบบขององค์กร(Venture Capital หรือเรียกสั้นๆ ว่าVC) และนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ซึ่งจะพิจารณาตตั้งแต่ไอเดีย นวัตกรรม, ประวัติการทำงาน, โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด, ผลตอบแทนจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยที่ Startup นอกจากจะได้เงินทุนแล้ว เราจะได้คำปรึกษาและพันธมิตรควบคู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ผู้ทำธุรกิจส่วนมากมีความฝันที่ต้องการให้ธุรกิจมีความใหญ่โตในอนาคต โดยพยายามลงทุนเยอะในช่วงแรก เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ดี อุปกรณ์ตกแต่งออฟฟิศ พนักงานฝีมือดีรวมไปถึงวางแผนในการขยายธุรกิจ โดยการวางรากฐานที่ดีให้ธุรกิจมีการเติบโตในอนาคต แต่การใช้เงินทุนจำนวนมากในช่วงต้นยังมีความเสี่ยงสูงผู้ประกอบการเองจึงควรคิดอย่างรอบคอบ

อันที่จริงเราไม่สามารถกำหนดทิศทางว่าธุรกิจจะไปในรูปแบบใด จะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ถึงแม้จะมั่นใจในศักยภาพขององค์กรมากก็ตาม เราก็ไม่สามารถกำหนดปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจภายนอกหรือความต้องการของผู้บริโภคได้ จึงควรหันมาเริ่มต้นธุรกิจด้วยจำนวนเงินน้อยๆจากเงินเก็บที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องแบกรับหนี้สิน ใครหลายคนอาจคิดว่าแค่เงินเก็บไม่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้มาก แต่เราสามารถใช้เงินเก็บเริ่มต้นธุรกิจได้จริงๆ โดยการลงทุนที่น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพที่สุด เช่น หากเราต้องการสำนักงานใหม่ ก็ควรใช้บ้านเป็นสำนักงานไปก่อน ส่วนพนักงานก็เริ่มจากคนรู้จัก หรือเพื่อนที่สนใจมาร่วมลงทุนกับเรา ซึ่งในช่วงแรกอาจจะต้องเหนื่อยสักหน่อย แต่วิธีนี้ช่วยให้ประหยัดเงินทุนของเราไปไม่น้อยทีเดียว และเมื่อในอนาคตธุรกิจเกิดไปได้ดี ค่อยขยายกิจการตามขึ้นมาในภายหลังก็ได้

การเข้าสังคม เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเอง วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน เพียงแต่ต้องขวนขวายดูว่าในแต่ละเดือนมีการจัดงานที่ไหนบ้างที่น่าสนใจ และเหมาะกับเรา ซึ่งจุดประสงค์ของการไปงานประเภทนี้ก็เพื่อที่นำทางเราไปสู่คนที่อยู่ในวงการเดียวกันที่อาจจะมีประสบการณ์มากกว่า และพร้อมให้คำแนะนำกับเราได้ การทำความรู้จักกับคนกลุ่มนี้ไว้จะช่วยให้เราได้รับรู้ข่าวสารในธุรกิจที่เราสนใจ และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้อาจทำให้มีผู้สนใจในธุรกิจของเรามาร่วมลงทุนกับเราก็เป็นได้

ที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้นในการเริ่มต้นทำธุรกิจที่อาศัยเงินจำนวนน้อยนิด ซึ่งเหมาะกับนักธุรกิจมือใหม่ที่ยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยงกับเงินลงทุนในปริมาณมาก เป็นทางเลือกในการเก็บประสบการณ์เพิ่มเติม เมื่อประสบความสำเร็จแล้วค่อยลงทุนเพิ่มในภายหลังก็ได้

letsdoitsf
ธุรกิจประเภท startup
ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งจะเริ่มต้นจากการมีทุนเพียงน้อยนิด ซึ่งจริงๆแล้วการสร้างกิจการใช่ว่าการมีทุนอย่างเดียวจะนำพาให้ธุรกิจเหล่านั้นประสบควาสำเร็จได้ แต่ผู้ประกอบการควรต้องมีไอเดียที่ชัดเจนว่าอยากจะทำอะไรเพื่อขายให้ใครไว้ก่อนเพื่อกำหนดทิศทางการทำงาน โดยสิ่งสำคัญคือมีความมุ่งมั่นที่ทำให้ธุรกิจนั้นให้กลายเป็นจริง มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดต่าง ทำสิ่งที่แตกต่าง รวมถึงความเข้าใจในธุรกิจและการบริหารเหล่านั้นและจะต้องสู้และฝ่าฟันอุปสรรคด้วยการลองวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆซึ่งจะสามารถนำพาธุรกิจก้าวข้ามผ่านอุปสรรคและประสบความสำเร็จได้ นอกจากนี้จะต้องสนุกกับการคิดโดยมีไอเดียที่แตกต่างเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมาเพื่อสร้างความสนใจแก่กลุ่มลูกค้าได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

คุณสมบัติที่สำคัญของผู้อยากเริ่มกิจการเป็นของตนเองมีดังต่อไปนี้
1.รู้จักตนเอง โดย สำรวจความต้องการในจิตใจของตนเองก่อนว่าต้องการทำอะไร
2.ความรู้ เพราะความรู้เปรียบเสมือนใบเบิกทางในการริเริ่มสร้างกิจการให้ประสบความสำเร็จ โดยความรู้ที่สำคัญที่เจ้าของกิจการควรมีประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ความรู้เกี่ยวกับการทำกิจการและความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับกิจการด้วย
3.มีความคิดสร้างสรรค์ จะได้เปรียบในการเริ่มสร้างกิจการแนวใหม่ขึ้นมา เพราะเราสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาเพิ่มความน่าสนใจให้กับกิจการได้ และยังสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาทดลองซื้อสินค้าและบริการได้มากขึ้น
4.มีความกล้าที่จะตัดสินใจลงมือทำในเรื่องต่างๆ
5.รักในสิ่งที่ทำ กิจการจะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีใจรักในสิ่งที่ทำก่อน
6.มีความพยามยามและอดทน เพราะจะทำให้ธุรกิจเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้
7.มีความประหยัด โดยการควบคุมดูแลให้ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็น
8.มีไหวพริบ เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เจ้ากิจการจำเป็นต้องมีโดยการสังเกตซึ่งจะทำให้รู้ว่าเวลาไหนคือโอกาสเปิดเกมรุกเพิ่มยอดขาย
9.เงินทุน เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ประกอบการต้องมี เพราะหากกิจการไม่มีเงินทุนแล้วก็จะทำให้กิจการนั้นก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้

ดังนั้นการเริ่มทำธุรกิจใหม่ถือว่ามีความจำเป็นมาก เพราะหากขาดคุณสมบัติเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดจุดอ่อนขึ้นได้แต่หากมีความเพียรพยายามให้มาก ขยันใฝ่รู้และฝึกฝนตนเองก็จะทำให้กิจการนั้นเป็นจริง ได้

การทำธุรกิจนั้นเสมือนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในเจริญก้าวหน้าไป เพราะทุกธุรกิจนั้นต้องมีการจ้างงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนและยังก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆที่นำมาสู่การแข่งขันทางตลาดกันมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นการหาเคล็ดลับมาช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับตัวเองถือว่าเป็นสิ่งดี ประกอบไปด้วย
1.มีความชื่นชอบ การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นต้องจำไว้เสอมว่ามีโอกาสที่จะล้มเหลวด้านการบริหารหรือด้านการเงินในบางจังหวะแต่อย่าเพิ่งรีบถอย เพราะบางครั้งการล้มเหลวนั้นจะกลายเป็นแรงผลักดันที่ดี หากมีความอดทนลองทำต่อไปก็จะนำไปสู่ความสำเร็จได้
2.การกำหนดตลาดให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ผิดพลาดมากที่สุด ฉะนั้นแล้วการกำหนดกลุ่มเป้าหมายถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก
3.ราคาสินค้า สำหรับการตั้งราคาสินค้าหรือบริการธุรกิจใหม่ๆ โดยไม่ศึกษาข้อมูลตลาดมาก่อนนั้นอาจจะทำให้ธุรกิจไปไม่รอดเลย ซึ่งการตั้งราคานั้นจะต้องพิจารณาสินค้าหรือบริการให้อยู่ในขั้นพื้นฐานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4.ความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์กับธุรกิจนั้นอาจจะเสียลูกค้าไปได้โดยง่าย เช่น มีการโฆษณาว่าสินค้าใช้วัสดุชั้นดี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ หรือมีการรับประกันสินค้า แต่กลับไม่ยอมทำตามที่พูดก็จะทำให้สูญเสียลูกค้าไป
5.การใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วย โดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่มักจะจดจ่ออยู่กับการตลาดออนไลน์ ฉะนั้นควรจะคิดให้รอบคอบก่อนใช้ว่าจะใช้อย่างไรและนำเสนออะไรลงไปได้บ้างในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจโดยให้ลูกค้าสามารถติดตามได้
6.การประชาสัมพันธ์ โดยการประชาสัมพันธ์แบบดั้งเดิมหรือประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เพราะจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดีและราคาก็ถูกกว่าการลงโฆษณาบนโทรทัศน์หรอแบนเนอร์ตามอินเทอร์เน็ต
7.การมองหาผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่นั้นอาจจะมีความชำนาญทางเทคโนโลยี แต่ผู้ประกอบการรุ่นเก่านั้นมีประสบการณ์ที่มากกว่า ฉะนนั้นการมองหาที่ปรึกษาทางธุรกิจจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันได้ อีกทางทั้งยังช่วยในการสร้างโอกาสในการแชร์ข้อมูลร่วมกันกับผู้ทำธุรกิจในประเภทเดียวกันได้อีกด้วย