ตั้งแต่เราเริ่มมีสมาร์ทโฟน การสร้างรายได้รูปแบบใหม่ก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะโอกาสที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ พร้อมๆกับการมาของ App Store, Store, Windows Store การสร้างแอปพลิเคชันเป็นการสร้างรายได้อีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นที่มาของการเกิด Startup หน้าใหม่อย่างมากมาย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Apple ได้จ่ายเงินส่วนแบ่งจากการซื้อขายแอปพลิเคชัน ให้กับนักพัฒนาเป็นเงินมากกว่า 300,000 ล้านบาท แต่การทำแอปก็ยังสามารถสร้างรายได้ทางอื่นที่ไม่ใช่เพียงการขายแอป เช่นทำแอพแจกฟรีแล้วติดโฆษณา ซึ่งรายได้ก็มาจากยอดกด หรือยอดวิวโฆษณานั้นๆ ยิ่งยอดการดาวน์โหลด และใช้งานเป็นประจำสูง ก็จะยิ่งมีรายได้สูงขึ้น เช่น แอปเกมส์ฟรีชื่อดังอย่าง angry birds บน android แค่ช่วงที่เกมแจ้งเกิด ก็ทำรายได้ถึงเดือนละ 30 ล้านบาท หรืออีกทางหนึ่งก็คือ สร้างแอพดีๆ คนโหลดใช้เยอะๆ แล้วรอให้มีนายทุนมาซื้อไป อย่างเช่น Instagram ที่เริ่มจากทีมงานเพียงแค่ 4 คน และโด่งดังจนถูก Facebook ซื้อไปในราคาประมาณ 30,000 ล้านบาท Google ก็ซื้อแอพ waze ไป ในราคากว่า 37,000 ล้านบาท

แม้ว่าการสร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือจะไม่ใช่เรื่องใหม่หรือไกลตัวอีกต่อไปแล้ว แต่การจะสร้างแอพพลิเคชั่นที่จะประสบความสำเร็จเพื่อจะก้าวสู่การเป็น Startup อย่างเต็มตัวและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Startup คือ บริษัทที่เปิดใหม่จากคนไม่กี่คน ซึ่งที่ Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งรวมตัวของบริษัทด้านไอทีชั้นนำต่างๆ มากมาย ทั้งผู้ที่สนใจเปิดบริษัทใหม่ นักลงทุน จะรวมตัวกันอยู่ที่นี่ โดยบริษัทด้านไอทีชื่อดังหลายแห่ง เช่น Facebook , Instagram ก็เริ่มต้นจากการเป็น Startup

ความแตกต่างของ บริษัทในรูปแบบ Startup กับบริษัทธรรมดาคือ Startup จะหมายถึงธุรกิจที่วางแผนมาเพื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดจากคนเพียงไม่กี่คน โดยสินค้าที่ทำออกมาคือก็คือ Software หรือ แอปพลิเคชัน ซึ่งการลงทุนไม่สูง หากมีการวางแผนธุรกิจที่ดี มีไอเดีย สามารถสร้างผลงานให้คนใช้ได้ทั่วโลก ก็จะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะทำให้ธุรกิจให้ออกมาดีก็ต้องใช้เงินทุน เงินทุนที่ว่านี้ ก็มาจาก นักลงทุน โดยธุรกิจ Startup จะมีประเพณีการหาเงินทุนด้วยการขอเงินจากนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะมีการได้สิทธิ์ในการแบ่งปันรายได้ หรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัทไปด้วย คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหาร DTAC Accelerate ผู้สนับสนุน startup ไทยสู่เวทีโลก ได้เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ startup แตกต่างจาก SME คือ Model ธุรกิจ โดยธุรกิจของ startup จะต้องถูกออกแบบมาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แบบก้าวกระโดด จึงแตกต่างจาก SME ดังนั้นการเป็น Startup ต้องมีแผนธุรกิจ ต้องมีทีม ซึ่งนักลงทุนจะดูที่บุคลิกของคนในทีมด้วย ว่าเป็นคนที่เค้าอยากลงทุนด้วยหรือเปล่า โดยนักลงทุนจะมี 2 ประเภทคือVC กับ Angel investor

ส่วน Angel Investor มักเป็นนักลงทุนรายอิสระหรือกลุ่มนักลงทุนอิสระที่ใช้เงินส่วนตัวในการลงทุนในธุรกิจ จึงเสนอเงินที่น้อยกว่า VC เหมาะกับธุรกิจที่ลงทุนไม่สูงมาก โดย Angel investor มักเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่เกษียณตัวเองแล้วแต่มีประสบการณ์ในการเริ่มต้นและขยายธุรกิจ ซึ่งจะมีการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจแตงต่างกันไป และ มักจะได้คำปรึกษาและความช่วยเหลือจากนักลงทุนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องหรือเมื่อต้องการ

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า Startup มันเป็นเหมือนความฝัน เป็นเรื่องของที่ซึ่งไกลโพ้น คนไทยทำไม่ได้หรอก แต่คนไทยจำนวนหนึ่งกลับไม่คิดอย่างนั้น พวกเขาคิดต่าง พวกเขาเชื่อว่าคนไทยก็ทำได้ และเขาพยายามที่จะทำ บางคนก็เริ่มต้นโดยไม่รู้จักวิธีเขียนโปรแกรมเลยด้วยซ้ำ เราชื่นชมพวกเขาเหล่านั้น เราเชื่อว่าพวกเขาคิดถูก และพวกเขาจะทำได้ พวกเขาจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่ทุกคนมีโอกาสทำธุรกิจที่เข้าถึงตลาดขนาดใหญ่มหาศาล ผู้ถือ Smart Phone ทั่วโลกคือลูกค้า พร้อมจะคลิ๊กให้เงินเข้ากระเป๋าเรา คุณไม่ต้องมีนามสกุลใหญ่โต ไม่ต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องมีเงินทุนมหาศาลแต่คุณยังต้องการ ความรู้ ความสามารถ ไอเดีย โมเดลธุรกิจที่ดี และอาจจะผู้ร่วมทุนที่เชื่อในตัวคุณ คุณถึงจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้จริงๆ